ดู: 7764|ตอบกลับ: 7

ลองมาชมตัวอย่างการ การสร้างโรงเรือน ในการเลี้ยงวัวกันดีกว่าครับ

[คัดลอกลิงก์]
本帅哥不在啊,留言给我啊!
       

สมาชิกคนที่: 4 ของเว็บ
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
โพสต์: 1850 กระทู้
เครดิต: 4780 จุด
0
2928
0


ออนไลน์: 679 ชั่วโมง
เข้าสู่ระบบ: 2012-09-28
EXP:
โพสต์เมื่อ 2012-09-28 21:11:16 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย meeqc เมื่อ 2012-09-28 21:01

4f0b15bf846567df22001696.jpg


หลักการสร้างโรงเรือน   ลักษณะของโรงเรือนที่ดี             ชนิดของโรงเรือน
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม        1.  เลือกลักษณะพื้นที่และภูมิอากาศสำหรับสร้างโรงเรือนได้        2.  บอกลักษณะโรงเรือนที่ดีได้        3.  บอกชนิดของโรงเรือนได้        4.  บอกอุปกรณ์การเลี้ยงสัตว์ทั่วไปได้         แบบของโรงเรือนข้อควรคำนึงในการสร้างโรงเรือน
               อุปกรณ์ที่จำเป็นในการเลี้ยงสัตว์โดยทั่วไป
โรงเรือนสัตว์  ( House  )        โรงเรือนสำหรับสัตว์นั้นอาจจะมีลักษณะและขนาดแตกต่างกันออกไป  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ  หลายอย่างดังต่อไปนี้
        ก.  ขนาดของสัตว์ที่เลี้ยง   โรงเรือนของสัตว์ใหญ่  ( เช่น โค  กระบือ )  ย่อมจะต้องสร้างให้กว้าง่ขวางและมีลักษณะมั่นคงแข็งแรงกว่าโรงเรือนของสัตว์เล็ก  ( เช่น  ของเป็ด  ไก่  )  เป็นต้น        ข.  จำนวนสัตว์ที่จะเลี้ยง  ถ้าจำเป็นต้องเลี้ยงจำนวนมาก ๆ  ก็ต้องสร้างให้มีขนาดใหญ่กว่าที่เลี้ยงสัตว์จำนวนน้อย ๆ  เช่น  โรงเรือนของแม่ไก่มักมีขนาดใหญ่กว่าโรงเรือนของไก่พันธุ์  เป็นต้น        ค.  ลักษณะภูมิประเทศและภูมิภาค   เช่น  ในท้องที่ที่มีอากาศชื้น  ฝนตกชุก  ควรสร้างโรงเรือนให้มิดชิด  กันฝนและความชื้นได้ดี  ที่มีอากาศร้อนและอบด้าว  ควรสร้างให้โปร่ง  อากาศฟถ่ายเทได้สะดวก  ในที่ที่อากาศหนาวจัดก็ควรสร้างให้ทึบ  ที่สามารถป้องกันอากาศหนาวเย็นได้ดี  เป็นต้น        ง.  ความพอใจหรือความประสงค์ของผู้เลี้ยง   ผู้เลี้ยงย่อสร้างโรงเรือนตามความประสงค์ของตนที่ตนเห็นว่าดีที่สุดและเท่าที่ทุนทรัพย์จะสามารถสร้างได้
      ลักษณะของโรงเรือนที่ดี     ควรมีลักษณะทั่วๆ ไปดังต่อไปนี้
        ก.  ถูกสุขลักษณะ  สามารถป้องกันแดดและฝนได้ดี  มีการระบายถ่ายเทอากาศ  มีร่องระบายน้ำและสิ่งปฏิกูลโดยรอบโรงเรือน  พื้นคอกทำความสะอาดได้ง่าย  มีความสะดวกและคล่องตัวในการปฏิบัติงาน  และสามารถทำเครื่องจักรเครื่องทุ่นแรงไปปฏิบัติงานในบางโอกาสได้ด้วย        ข.  แบบโรงเรือนเป็นแบบง่าย ๆ  สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือขยับขยายได้ง่าย  หรือสามารถนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่นได้เมื่อมีความจำเป็น        ค.  มีความแข็งแรงทนทานพอสมควรและราคาถูกด้วย  ใช้วัสดุก่อสร้างที่มีในท้องถิ่น  ที่มีลักษณะสมกับการใช้งาน    เช่น  ใช้จากหญ้าคา  หรือแฝกมุงหลังคา  ใช้ไม้ไผ่ทำรั้วคอก  ทำผนังและอื่น ๆ  หรือใช้ลูกรังรองพื้น  เป็นต้น  ไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุที่มีราคาแพงเกินไป  เช่น  กระเบื้อง  พวกใยสังเคราะห์  เหล็กกล้า ฯ  และไม่ควรเน้นเรื่องความสวยงามมากกว่าประโยชน์ในการใช้สอย        ง.  ความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยง  นอกจากจะคำนึงถึงเรื่องต่าง ๆ  ดังกล่าวจะต้อง  คำนึงถึงความปลอดภัยของสัตว์ด้วย  เช่น  สามารถป้องกันสัตว์จำพวกแมลงหรือสัตว์อื่น ๆ  ที่เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงได้  นอกจากนี้จะต้องคำนึงถึงอันตรายต่ออุบัติเหตุด้วย  เช่น  พื้นคอกลื่นหรือลาดเทมากเกินไป  ราวคอกอาจมีเสี้ยหนามหรือตะปูที่จะคอยทิ่มแทงสัตว์  หรือ  เครื่องกีดกั้นคอกสัตว์ที่จะทำให้สัตว์ติดตรึงง่าย  ตลอดจนอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากไฟฟ้าช็อต  เป็นต้น
ชนิดของโรงเรือน        โรงเรือนสัตว์โดยทั่ว ๆ  ไป  แบ่งออกได้เป็น  2  ชนิดใหญ่ ๆ  คือ
       ก.  โรงเรือนถาวรหรือโรงเรือนกลาง  (  The  central  house  )  เป็นโรงเรือนขนาดใหญ่  มีความแข็งแรงทนทานจุสัตว์ได้เป็นจำนวนมาก  มักจะตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของฟาร์มสัตว์  เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการบริหารกิจการฟาร์ม  ส่วนมากสร้างขึ้นสำหรับเลี้ยงสัตว์ตลอดจนถึงส่งตลาด  หรือสร้างขึ้นเพื่อเลี้ยงสัตว์แบบขังคอกนั่นเอง  โรงเรือนกลางนี้แบ่งได้เป็นหลายชนิดย่อย ๆ  คือ        -  โรงเรือนพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์          -  โรงเรือนสัตว์ขุนเนื้อเพื่อส่งตลาด        -  โรงเรือนสัตว์ระหว่างเลี้ยงลูกหรือโรงเลี้ยงลูกสัตว์หลังหย่านมแล้ว        -  โรงเรือนแม่โครีดนม        -  โรงเรือนไก่เนื้อหรือไก่ไข่        -  โรงเรือนเก็บวัสดุอุปกรณ์        -  โรงเรือนเก็บวัสดุอุปกรณ์        -  โรงผสมอาหารสัตว์หรือโรงพยาบาลสัตว์  ฯลฯ        ข.  โรงเรือนเดี่ยวเคลื่อนที่ได้  ( The  portable  house )  หมายถึง  โรงเรือนที่สำเร็จรูปในตัวเอง  มีขนาดย่อมสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก  ส่วนมากสร้างขึ้นเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ในทุ่งหญ้าเพื่อเป็นที่หลบแดดหลบฝน  หรือเป็นที่ให้อาหารสมบทแก่สัตว์นอกเหนือจากที่ได้รับในทุ่งหญ้า  บางทีโรงเรือนชนิดนี้อาจจะสร้างขึ้นเป็นชิ้น ๆ  แล้วนำมาประกอบเป็นโรงเรือนสมบูรณ์ที่ทุ่งหญ้าในกรณีที่โรงเรือนมีขนาดใหญ่จนเกินไปเคลื่อนย้ายลำบาก
แบบของโรงเรือน      โรงเรือนสัตว์แบ่งออกโดยอาศัยลักษณะของหลังคาได้  5  แบบด้วยกันคือ
        ก.  แบบเพิงหมาแหงนธรรมดา  ( Event  shed  )  เป็นแบบที่สร้างได้ขนาดย่อม  จะสัตว์ได้ไม่มากนัก  ค่าวัสดุก่อสร้างถูกและสร้างได้ง่ายที่สุด  แต่มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับฝนสาด  แดดส่องและลมโกรก        ข.  แบบเพิงหมาแหงนกลาย  ( Modified  shed  )  ดัดแปลงมาจากแบบแรกเพื่อให้สามารถป้องกันฝนสาดกันแดดและลมพายุได้ดีขึ้น  เลี้ยงสัตว์ได้มากขึ้นและมั่นคงแข็งแรงขึ้น        ค.  แบบหน้าจั่วธรรมดา  (  Event  Span )  จั่วของหลังคาทั้งสองด้านยาวเท่ากัน  มีลักษณะมั่นคงแข็งแรงกว่าสองแบบแรก  สร้างได้ยากกว่าด้วยเป็นแบบที่นิยมสร้างกันโดยทั่ว ๆ  ไปในเมืองไทย  สามารถปรับปรุง  เปลี่ยนแปลงหรือต่อเติมได้ง่าย        ง.  แบบหน้าจั่วกลาย  ( Modified  span  ±  Bangalo )  ดังแปลงมาจากหน้าจั่วธรรมดา  จั่วทั้งสองข้างจะยาวไม่เท่ากัน  มีคุณสมบัติในการระบายความร้อนที่ช่วงบนของหลังคาได้ดีกว่าแบบ  ค.  สร้างได้กว้างขวางขึ้นและจุสัตว์ได้มากขึ้นด้วย        จ.  แบบหน้าจั่วสองชั้น (  Two  third  span )  เป็นแบบที่สร้างได้ยากและมีราคาแพงที่สุด  แต่ก็มั่นคงแข็งแรงกว่าทุก ๆ  แบบ  จะสัตว์ได้มากที่สุด  เหมาะสมที่จะสร้างเป็นโรงเรือนกลางหรือใช้เลี้ยงสัตว์ทีมีขนาดใหญ่ ๆ  เช่นโค  กระบือ  สุกรพันธุ์  ม้า ฯ  โรงเรือนแบบนี้เหมาะสมกับสภาพของเมืองร้อนมากที่สุดด้วย
ข้อควรคำนึงในการสร้างโรงเรือน    โดยทั่ว ๆ ไปนั้นจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ  หลายด้านด้วยกัน  คือ        ก.  ทิศทางของโรงเรือน  ตามหลักสากลและนำว่าควรสร้างโรงเรือนขวางกับทิศทางของแสง  ( ในแนวเหนือ -  ใต้  )  เพื่อให้แสงแดดส่องโดยทั่วถึงพื้นคอก  ในวันหนึ่ง ๆ  แสงแดดจะช่วยทำลายเชื้อโรคได้บ้างและช่วยให้พื้นคอกแห้งสะอาดอยู่เสมอ  แต่สำหรับเมืองไทยที่มีอากาศร้อนอยู่แล้วอาจจะไม่เหมาะสมนักเพราะจะทำให้สัตว์ร้อนเกินไป  ดังนั้นถ้าสร้างในแนวตะวันออก  -  ตะวันตก  หรือในแนวเฉียงเล็กน้อยจะทำให้สัตว์อยู่สบายกว่า  แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับขนาด  ความยาว  และชนิดของวัสดุที่ใช้มุงหลังคา        ข.  วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง  ควรใช้วัสดุที่มีราคาถูกและหสได้ในท้องถิ่นให้มากที่สุด  ซึ่งจะสามารถช่วยลดต้นทุนการสร้างโรงเรือนได้มาก  แต่ควรจะคำนึงถึงความทนทานของโรงเรือนไว้ด้วย  วัสดุที่อาจหาได้ในท้องถิ่น  ได้แก่  ไม่ไผ่  หญ้าคา  ฟางแห้ง  จาก  แฝก  กรวด  ลูกรัง  ดินเหนียว  เป็นต้น        ค.  ขนาดของโรงเรือน  จะสร้างให้มีขนาดเล็กหรือใหญ่แค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนสัตว์ที่จะเลี้ยง  ขนาดของสัตว์  ชนิดหรือประเภทของสัตว์  ขนาดของกิจการ  เป็นต้น  แต่อย่างไรก็ตามถ้าจะเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้าควรยึดหลักที่ว่า  "สร้างให้สามารถจุสัตว์ได้มากที่สุด  โดยที่สัตว์อยู่สบายพอสมควร  ไม่แน่นจนเกินไป"        ง.  พื้นคอก   อาจเป็นพื้นดินอัดแน่น  พื้นกรวด  พื้นลูกรัง  พื้นไม้  พื้นคอนกรีด  ก็ได้  ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมสำหรับสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิด  แต่ละขนาด  แต่ละประเภท  ใช้ชนิดใดจึงจะเหมาะสม  หรือแต่ละวัย  ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้เลี้ยงเอง        จ   ฝาผนังของโรงเรือน  ผนังสัตว์ในเมืองร้อนควรสร้างให้โปร่งอากาศถ่ายเทได้สะดวก  วัสดุที่ใช้ก่อสร้างอาจจะเป็นไม้ลวดตาข่าย  อิฐหรือปูนหรือคอนกรีตบล็อกก็ได้  แล้วแต่ผู้เลรี้ยงจะเลือกใช้ชนิดใดจึงจะเหมาะสมกับสัตว์เลี้ยงนั้น ๆ         ฉ.  หลังคา  หลังคาก็เหมือนกันควรใช้วัสดุที่หาได้ง่าย  ราคาถูกและมีความทนทานพอสมควรด้วย  และอย่าลืมว่าเมืองไทยอากาศค่อนข้างร้อน  วัสดุที่ใช้มุงควรใช้ชนิดที่ระบายความร้อนได้มาก  ซึ่งจะทำให้สัตว์อยู่อย่างสบาย ๆในแง่ของการเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า  หญ้าคาจากแฝก  หรือฟางข้าว  จะเหมาะสมกว่าสังกะสี  ( ร้อน  แพง  มีเสียงดังเวลาฝนตก )  กระเบื้อง ( แพงและสิ้นเปลืองมาก )  อย่างไรก็ตามถ้ามุงด้วยวัสดุเหล่านี้จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในเรื่อง  อัคคีภัย  ควรสร้างให้ห่างจากบ้านพักพอสมควร  ฯลฯ
  อุปกรณ์ที่จำเป็นในการเลี้ยงสัตว์โดยทั่วไป
        ในการเลี้ยงสัตว์ชนิดต่าง ๆ  หรือประเภทต่าง ๆ  จั้นจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หรือเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆมากมายหลายชนิดซึ่งแตกต่างกันไปและมีความจำเป็นมากน้อยต่างกันด้วย  อย่างไรก็ตาม  อุปกรณ์ที่มักจะต้องใช้เสมอ ๆ  ในการเลี้ยงสัตว์โดยทั่วไปมีดังนี้        ก.  รางอาหาร  -  รางน้ำ  ( feeder  waterer )  ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่จะเป็นที่สุดที่จะขาดไม่ได้และจะต้องมีให้พอเพียงกับความต้องการของสัตว์ด้วย  รางอาหาร  -  รางน้ำ  แบ่งออกเป็นสองชนิดย่อย  ๆ  คือ        -  รางอาหาร - รางน้ำ  ชนิดธรรมดา  ( simple  feeder,  simple  waterer ) ได้แก่ภาชนะใส่อาหารและน้ำ  ให้สัตว์กิน  โดยทั่วๆ ไป  สำหรับใส่อาหารหรือน้ำให้สัตว์กินเป็นเวลาเช่น  เช้าหรือเย็น        -  รางอาหาร  -  รางน้ำชนิดกล  ( self  feeder,  self  waterer  )  มีระบบหรือกลไกในการให้อาหารเองไม่จำเป็นต้องเติมอาหารหรือน้ำบ่อย ๆ        ข.  คอกกกลูกสัตว์  ( Brooder  )  เป็นอุปกรณ์สำหรับให้ความอบอุ่นแก่ลูกสัตว์  ภายหลังการคลอดหรือฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ  โดยเฉพาะลูกสัตว์ที่เกิดในหน้าหนาวยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้น  มิฉะนั้นจะทำให้ลูกสัตว์อ่อนแอติดโรคได้ง่าย  และมีอัตราการตายสูงมากด้วย  อุปกรณ์สำหรับกกอาจจะเป็นตะเกียง  ( ถ้าไม่มีไฟฟ้าใช้ )  หลอดไฟฟ้าขนาด  60 - 100  แรงเทียน  หรืออาจเป็นเครื่องกกโดยเฉพาะก็ได้        ค.  ซองช่วยในการผสมพันธุ์  ( Breeding  crate  )  มีความจำเป็นสำหรับสัตว์ใหญ่เช่น  สุกร  โค  กระบือฯ  ในกรณีที่พ่อพันธุ์และแม่พันธุ์มีขนาดแตกต่างกันมาก  เช่น  แม่พันธุ์สาวกับพ่อพันธุ์มีอายุ  ( หนุ่มใหญ่ )  หรือแม่พันธุ์มีอายุ  ( สาวใหญ่  )  กับพ่อพันธุ์รุ่น  ( หนุ่ม )  หรือในกรณีรีดน้ำเชื้อเพื่อการผสมเทียม  เป็นต้น        ง.  คอกอาหารลูกสัตว์  ( Creep )  เป็นคอกสำหรับให้อาหารลูกสัตว์ในระยะดูดดนมแม่โดยเฉพาะ  เพื่อช่วยให้ลูกได้รับอาหารพอเพียง  นอกเหนือที่ได้รับจากน้ำนมแม่  คอกนี้จะสามารถรอดเข้าและออกได้เฉพาะลูกสัตว์เท่านั้น  ส่วนแม่ไม่สามารถเข้าไปแย่งอาหารลูกได้        จ.  ซองหรือกรงสำหรับขนย้ายสัตว์  มีความจำเป็นสำหรับสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่ขนย้ายได้ลำบาก  เพื่อไม่ให้สัตว์บอบช้ำสูญเสียคุณภาพหรือเสียน้ำหนักมากเกินไปในระหว่างขนส่ง        ฉ.  บันไดเทียบเพื่อการขนส่ง  ( Loading chute )  มีความจำเป็นสำหรับสัตว์ที่มีขนาดใหญ่  ชึ้นลงได้ลำบาก  เป็นการเสียเวลาและเสียแรงงานมาก  ดังนั้น  ถ้าหากมีบันไดเทียบจะสามารถไล่ต้อนสัตว์ขึ้นรถบรรทุกหรือรถไฟได้สะดวกรวดเร็ว  และเป็นการลดอุบัติเหตุการขนขึ้นหรือลงได้ด้วย        นอกเหนือจากนี้แล้วยังมีอุปกรณ์อื่น ๆ  อีกมากมายซึ่งอาจจะจำเป็นหรือไม่จำเป็นก็ได้  ขึ้นอยู่กับกิจกการหรือฐานะของฟาร์มสัตว์  ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์หรือวิธีการเลี้ยง  และขนาดของสัตว์  จำนวนของสัตว์ที่เลี้ยง  เป็นต้น  อุปกรณ์ที่ควรจะกล่าวถึง  ได้แก่  เครื่องชั่งน้ำหนักบ่ออาบน้ำสัตว์  ( โค  กระบือ )  เครื่องฟักไข่  เครื่องส่องไข่  ( เป็ด -  ไก่ )  ซองบังคับสัตว์ ( สัตว์ใหญ่ )  เครื่องมือผสมเทียม  เครื่องมือตอน  รถบรรทุก  รถเข็นอาหาร  เครื่องผสมอาหาร  เครื่องเวชภัณฑ์  ( ปรอทวัดอุณหภูมิ )  มีดผ่าตัด  เข็มและหลอดฉีดยา  ยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ  ห้องเย็น  ( สำหรับเก็บผลิตภัณฑ์จากสัตว์ )  เครื่องมือจับสัตว์ เครื่องมือชำแหละสัตว์ ฯลฯ

本帅哥不在啊,留言给我啊!
       

สมาชิกคนที่: 4 ของเว็บ
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
โพสต์: 1850 กระทู้
เครดิต: 4780 จุด
0
2928
0


ออนไลน์: 679 ชั่วโมง
เข้าสู่ระบบ: 2012-09-28
EXP:
โพสต์เมื่อ 2012-09-28 07:48:45 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย meeqc เมื่อ 2012-09-28 07:47

P9160046.jpg


ภาพคอกวัวคิวซีครับ
本人妖大人不在!
       

สมาชิกคนที่: 6 ของเว็บ
ระดับ: ผู้ดูแลพิเศษ
โพสต์: 353 กระทู้
เครดิต: 1476 จุด
0
1123
0


ออนไลน์: 348 ชั่วโมง
เข้าสู่ระบบ: 2012-09-28
EXP:
โพสต์เมื่อ 2012-09-28 19:26:53 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คอกมาตรฐานเลยครับคุณหมี

ปราโมทย์:ฟาร์มปานชีวา
本人妖大人不在!
       

สมาชิกคนที่: 64 ของเว็บ
ระดับ: Newbie
โพสต์: 4 กระทู้
เครดิต: 24 จุด
0
20
0


ออนไลน์: 0 ชั่วโมง
เข้าสู่ระบบ: 2012-09-28
EXP:
โพสต์เมื่อ 2012-09-28 10:51:18 |ดูโพสต์ทั้งหมด
สวยงามมากครับ ทั้งแปลนและของจริง
รบกวนผู้ที่มีความรู้เรื่องงานก่อสร้างถอดแบบคอกวัวนี้ให้ผมด้วย
คอกวัว.jpg
本帅哥不在啊,留言给我啊!
       

สมาชิกคนที่: 47 ของเว็บ
ระดับ: Senior Member
โพสต์: 229 กระทู้
เครดิต: 707 จุด
0
478
0


ออนไลน์: 74 ชั่วโมง
เข้าสู่ระบบ: 2012-09-28
EXP:
โพสต์เมื่อ 2012-09-28 12:21:45 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อยากทำครับ ติดขัดที่งบประมาณ ตั้งใจจะทำอย่างแบบที่เห็นครับ คล้ายๆก็ยังดี
ฟาร์มคิวซี มีมาตรฐานครับ
本帅哥不在啊,留言给我啊!
       

สมาชิกคนที่: 4 ของเว็บ
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
โพสต์: 1850 กระทู้
เครดิต: 4780 จุด
0
2928
0


ออนไลน์: 679 ชั่วโมง
เข้าสู่ระบบ: 2012-09-28
EXP:
โพสต์เมื่อ 2012-09-28 20:41:28 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย meeqc เมื่อ 2012-09-28 20:47

การสร้างคอกขุน

          ลักษณะและขนาดของคอกโคขุนย่อมแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพสถานที่และขนาดของกิจการแต่ก็พอจะสรุปหลักการได้ดังนี้
          1. สถานที่
1.1
ควรเป็นที่ดอน ระบายน้ำได้ดี หรืออาจจะต้องถมพื้นที่ให้สูงกว่าระดับปกติเพื่อไม่ให้น้ำขังในฤดูฝน
1.2
ควรมีทางให้รถบรรทุกเข้าออกได้เพื่อความสะดวกในการนำโคเข้าขุนและส่งตลาด
1.3
ควรให้ความยาวของคอกอยู่ทิศตะวันออก-ตะวันตก
1.4
วางแผนให้สามารถขยายกิจการได้ในอนาคต
          2. ขนาดของคอก
2.1
โรงเรือนอาจะประกอบด้วยคอกขังเดี่ยวหลายๆ คอกตามจำนวนโคที่ต้องการขุน แต่ละคอกควรมีขนาด กว้าง 2 เมตร ยาว 4 เมตร
2.3
หารต้องการขุนแบบรวมหลายตัวในคอกเดียวกัน พื้นที่คอกไม่ควรน้อยกว่า 8 ตารางเมตร/ตัว ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวควรมีหลังคาอยู่ประมาณ 1 ใน 3 ก็เพียงพอแล้ว ส่วนที่เหลือให้เป็นที่โล่งหรือมีร่มไม้ก็ยิ่งดี
2.3
ถ้าพื้นที่ต่อตัวน้อยเกินไป จะมีปัญหาเรื่องพื้นคอกแฉะ แม้กระทั่งฤดูแล้ง แต่ถ้ามากเกินไปก็จะต้องเสียพื้นที่มากและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการสร้างคอกมากขึ้น
2.4
ถ้าจะสร้างหลังคาคลุมพื้นที่คอกทั้งหมดก็ได้ มีข้อดีที่ไม่ทำให้พื้นคอกแฉะในฤดูฟน แต่ก็มีข้อเสียหลายประการคือ สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุและโคอาจจะขาดวิตามินดี เพราะไม่มีโอกาสได้รับแสงแดดเลย
          3. พื้นคอก
3.1
พื้นคอกโคขุนสามารถเทคอนกรีตทั้งหมดได้ก็เป็นการดี เพราะจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องพื้นคอกเป็นโคลนในฤดูฝนได้ แต่ต้องการประหยัดก็อาจจะเทคอนกรีตเฉพาะพื้นคอกส่วนที่อยู่ใต้หลังคาก็ได้ หากพื้นคอกส่วนใต้หลังคาเป็นดินจะมีปัญหาเรื่องพื้นเป็นโคลน ไม่ว่าจะเป็นฤดูแล้งหรือฤดูฝน
3.2
พื้นคอนกรีตหนา 7 ซ.ม. โดยไม่ต้องผูกเหล็ก สามารถรับน้ำหนักโคขุนได้ สำหรับฟาร์มขนาดใหญ่ถ้าต้องการให้รถแทรกเตอร์ (รถไถ) เข้าไปในคอกได้ จำเป็นจะต้องเทคอนกรีตให้หนา 10 ซ.ม. และผูกเหล็กหรือไม้รวกก็ได้
3.3
ผิวหน้าของพื้นคอนกรีต ควรทำให้หยาบโดยใช้ไม้กวาดมือเสือครูดให้เป็นรอย และพื้นคอกควรมีความลาดเอียงจากด้านหน้าลงด้านหลังคอกประมาณ 2-4% หรือทำมุมประมาณ 15 องศากับพื้นราบ เพื่อให้น้ำล้างคอกและปัสสาวะไหลลงท้ายคอกได้ง่ายขึ้น ท้ายคอกควรมีร่องน้ำกว้างประมาณ 30 ซ.ม. พื้นรางลาดเอียงไปตามแนวที่ต้องการระบายน้ำออกไป เมื่อพ้นแนวคอกควรทำทางหรือร่องน้ำไห้ไหลไปใช้ในแปลงหญ้าได้ด้วย
3.4
พื้นคอกส่วนใหญ่ที่เป็นคอนกรีตใต้หลังคา ควรจะปูด้วยวัสดุที่ซับความชื้นได้ดี ได้แก่ แกลบ ขี้กบ ขี้เลื่อย ฟาง หรือซังข้าวโพด เป็นต้น ข้อดีก็คือทำให้โคไม่ลื่น ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดคอกทุกวัน อีกทั้งมูลโคพร้อมวัสดุรองพื้นนี้นับว่าเป็นปุ๋ยหมักอย่างดีสำหรับแปลงหญ้า การเปลี่ยนวัสดุรองพื้นคอกควรทำ 1-2 ครั้งต่อเดือน ในฤดูฝนและประมาณ 3 เดือน ต่อครั้งในฤดูแล้ง แกลบ 1 ลูกบาศก์เมตรสามารถปูพื้นคอกได้ 10-12 ตารางเมตร (หนาประมาณ 7 ซ.ม.) หรือแกลบ 1 กระสอบป่าน ใช้ปูพื้นได้ 2 ตารางเมตร พื้นคอกส่วนที่เป็นพื้นดินหรือส่วนที่อยู่นอกหลังคาไม่จำเป็นต้องมีวัสดุรองพื้น
3.5
ควรทำบ่ากั้นแกลบไม่ให้ไหลจากส่วนใต้หลังคาคอนกรีตไปยังส่วนที่เป็นพื้นดิน
3.6
การปูวัสดุรองพื้นนี้อาจจะไม่จำเป็นเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคล ผู้เลี้ยงโคขุนบางรายนิยมการล้างทำความสะอาดพื้นคอกทุกวัน ซึ่งได้ผลดีเช่นเดียวกัน แต่สิ้นเปลืองแรงงานค่อนข้างมาก จากประสบการณ์สรุปว่าในฤดูแล้งควรใช้วิธีปูวัสดุรองพื้น ส่วนในฤดูฝนควรใช้วิธีทำความสะอาดคอกทุกวัน
3.7
มีผู้ทดลองใช้ซีเมนต์บล็อคเป็นพื้นคอกโคขุนแทนการเทคอนกรีต ปรากฎว่าไม่สามารถทนน้ำหนักโคได้ แต่ถ้าเป็นซีเมนต์บล๊อคที่สั่งอัดพิเศษโดยใส่ส่วนผสมปูนซีเมนต์ลงไปมากกว่าปกติ จะสามารถใช้ปูเป็นพื้นคอกโคขุนได้
          4. หลังคา
4.1
สามารถทำด้วยวัสดุต่างๆ กัน เช่น กระเบื้อง สังกะสี จาก หรือแฝก
4.2
ถ้าหลังคามุงด้วยสังกะสีควรให้ชายล่างหลังคาสูงจากพื้นดินประมาณ 250 ซ.ม. มิฉะนั้นจะทำให้อากาศภายในคอกในฤดูร้อนร้อนมาก
4.3
ถ้าหลังคามุงจากหรือแฝก ชายล่างของหลังคาควรให้สูงจากพื้นดิน 250 ซ.ม. เช่นกัน ถ้าต่ำกว่านั้นโคจะกัดกินหลังคาได้
          5. เสาคอก
5.1
เสาคอกด้านหน้าควรอยู่ในแนวขอบรางอาหารด้านหลัง ไม่ควนเลยออกมาจากขอบรางทั้งด้านภายในรางและภายนอกรางด้านหลัง เพราะจะสะสมสิ่งสกปรก สามารถทำด้วยวัสดุต่างๆ กันเช่น ไม้เนื้อแข็ง ไม้ไผ่ ไม้สน เหล็ก แป๊ปน้ำ หรือคอนกรีต
5.2
เสาไม้ เสาเหล็ก และแป๊ปน้ำ มักมีปัญหาเรื่องเสาขาดคอดิน ต้องแก้ไขโดยการหล่อคอนกรีตหุ้มโคนเสาสูงจากพื้นดินประมาณ 30 ซ.ม. การหุ้มโคนเสามักจะเกิดปัญหาการแตกร้าวของคอนกรีต ซึ่งสามารถแก้ได้โดยใช้ท่อปล่องส้วมหรือท่อแอสล่อนเป็นปลอกหุ้มภายนอกอีกชั้นหนึ่ง
5.3
เสาคอนกรีตเสริมเหล็ก มีความคงทนถาวรดีมาก แต่มีปัญหาในการกั้นคอกเพราะไม่สามารถตอกตะปูหรือเจาะรูน๊อตได้
5.4
เสาไม้สนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว มีอายุใช้งานเพียงประมาณ 1 ปี หรือผ่านเพียง 1 ฤดูฝนเท่านั้น โคนเสาระดับพื้นดินก็จะหักเสาไม้ไผ่ (ไม้ซอ) มีความคงทนกว่าไม้สนเล็กน้อย
5.5
การใช้เสาคอนกรีตฝังดิน และโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดินเล็กน้อย แต่ต่อด้วยเสาไม้นั้น มักจะเกิดปัญหาโคนเสาบริเวณรอยต่อหักเมื่อถูกแรงกระแทกของโค
          6. รั้วกั้นคอก
6.1
สามารถทำด้วยวัสดุต่างกันเช่น ไม้เนื้อแข็ง ไม้ไผ่ ไม้สน แป๊ปน้ำ เป็นต้น
6.2
ไม้สน และไม้ไผ่ มีอายุใช้งานได้ประมาณ 1 ปีเศษ หรือผ่าน 1 ฤดูฝนเท่านั้น
6.3
รั้วกั้นคอกรอบนอกควรกั้นอย่างน้อย 4 แนว แนวบนสุดสูงจากพื้นดินอย่างน้อย 150 ซ.ม. ส่วนรั้วที่แบ่งคอกย่อยภายใน ควรกั้นอย่างน้อย 3 แนว
6.4
การกั้นรั้วคอกควรให้ไม้หรือแป๊ปน้ำที่ใช้กั้นอยู่ด้านในของเสาเพราะเมื่อถูกแรงกระแทกจากโค เสาจะได้ช่วยรับแรงไว้
6.5
ตาไม้หรือสิ่งแหลมคมในคอกต้องกำจัดออกให้หมด
          7. รางอาหาร
7.1
ควรอยู่ด้านหน้าคอก สูงประมาณ 60 ซ.ม. กว้างประมาณ 80-90 ซ.ม. ก่ออิฐฉาบปุนและขัดมัน ขอบรางด้านนอกเป็นแนวตรงดิ่งไม่เอียงเฉียงออกมาหรือลอยสูงจากพื้นทำให้เกิดมุมอับที่สะสมสิ่งสกปรก ขอบรางด้านหน้าสูงกว่าด้านหลังประมาณ 10-20 ซ.ม.
7.2
พื้นผิวภายในรางฉาบเรียบโดยด้านล่างของรางทำเป็นแนวโค้งมนไม่มีมุม เจาะรูที่ก้นรางด้านหนึ่งเพื่อให้น้ำระบายออกได้ ท้องรางลาดเทเล็กน้อยไปทางด้านที่มีรูระบายน้ำ
7.3
รางอาหารที่แคบเกินไปจะมีปัญหาเรื่องอาหารตกหล่นมากขณะที่โคยืนเคี้ยวอาหาร ปากโคจะยื่นเลยรางอาหารออกมา
7.4
การทำรางอาหารเตี้ยมากเกินไป ทำให้โคต้องก้มมากในขณะกินอาหาร แต่ถ้าสูงเกินไปจะมีปัญหาสำหรับโคขนาดเล็ก
7.5
โคขุนระยะแรกต้องการรางอาหารยาวประมาณ 50 ซ.ม. ต่อโคขุน 1 ตัว และประมาณ 65 ซ.ม. ในระยะปลาย
          8. อ่างน้ำ
8.1
อ่างน้ำควรวางอยู่ในจุดต่ำสุดของคอก หรืออาจจะวางอยู่นอกคอกแล้วทำช่องให้โคโผล่หัวออกไปดื่มน้ำได้
8.2
ขนาดของอ่างน้ำสูงประมาณ 60 ซ.ม. กว้าง 80 ซ.ม. ยาว 90 ซ.ม. ก่ออิฐ ฉาบปูนขัดมัน มีรูระบายน้ำด้านล่าง หรืออาจควรคำนวณให้สามารถบรรจุน้ำได้พอเพียงสำหรับโคทุกตัวในคอก โค 1 ตัวดื่มน้ำวันละ 20-30 ลิตร หรือโคขุนที่กินหญ้าสดหรือเปลือกสับปะรดเป็นอาหารหยาบต้องการกินน้ำวันละ 5% น้ำหนักตัว ส่วนโคขุนที่กินฟางหรือหญ้าแห้งเป็นอาหารหยาบต้องการน้ำประมาณวันละ 10% น้ำหนักตัว
          9. มุ้ง ในบริเวณที่มียุง หรือแมลงวันรบกวน มุ้งมีความจำเป็นมาก ข้อดีของมุ้งคือ
(1)
ป้องกันการรบกวนและดูดเลือดจากแมลงต่างๆ
(2)
ป้องกันแมลงและผีเสื้อตอมตาอันเป็นสาเหตุให้เกิดตาอักเสบและพยาธิในตา
(3)
ลดการหกหล่นของอาหาร กล่าวคือ ถ้ามีแมลงมากโคจะแกว่งศีรษะเพื่อไล่แมลงขณะกินอาหาร ทำให้อาหารหกหล่น
               มุ้งที่ใช้เป็นมุ้งไนล่อนสีฟ้าควรเป็นเบอร์ 16 หน้ากว้าง 2.5 เมตร ราคาม้วนละ 350-400 บาท (ยาว 30 เมตร) จะใช้มุ้งตาถี่กว่านี้ (เบอร์ 20) ก็ได้ แต่ราคาแพงขึ้นและทำให้การระบายอากาศในคอกไม่ดีนัก การเย็บมุ้งให้เข้ากับรูปทรงของคอกสามารถเย็บด้วยมือหรือจ้างร้านเย็บผ้าใบก็เป็นการสะดวกในอัตราค่าแรงคิดเป็นม้วนๆ ละ ประมาณ 40 บาท

ขอบคุณข้อมูลดีๆๆครับ

http://www.dld.go.th/service/calf/stall.html





本帅哥不在啊,留言给我啊!
       

สมาชิกคนที่: 47 ของเว็บ
ระดับ: Senior Member
โพสต์: 229 กระทู้
เครดิต: 707 จุด
0
478
0


ออนไลน์: 74 ชั่วโมง
เข้าสู่ระบบ: 2012-09-28
EXP:
โพสต์เมื่อ 2012-09-28 10:06:05 |ดูโพสต์ทั้งหมด
จะพยายามต่อไป จำแบบเพื่อนๆก็ยังดี อยากทำคอกวัวจังเลยครับ จะได้ดูดี บริหารจัดการได้สะดวก ต้องทำให้จงได้
PTDC0082.JPG
本帅哥不在啊,留言给我啊!
       

สมาชิกคนที่: 4 ของเว็บ
ระดับ: ผู้ดูแลระบบ
โพสต์: 1850 กระทู้
เครดิต: 4780 จุด
0
2928
0


ออนไลน์: 679 ชั่วโมง
เข้าสู่ระบบ: 2012-09-28
EXP:
โพสต์เมื่อ 2012-09-28 06:57:59 |ดูโพสต์ทั้งหมด
งานสร้างคอกคงต้องถามช่างในละแวกที่เราอยู่ เอารูปให้ดู ลองให้ช่างตีราคาเหมาและลองให้ช่างตีราคาเฉพาะค่าแรง ดูว่าอย่างไหนจะประหยัดกว่ากันครับผม  วัสดุที่ใช้อาจเป็นของมือสองตามร้านขายของเก่าลองดูนะครับ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

www.siamindu.or.th ( http://www.siamindu.or.th ) Page Rank

GMT+7, 2012-09-28 14:34 , Processed in 0.112372 second(s), 27 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Template Design by เก็บตะวัน ดอทคอม

© 2001-2011 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน